2006/May/19

Once upon a time
Scene 3: Rapunzel (Irreversible version)
อโฟรดิเต้เหลือบมองหน้าต่างบานน้อยที่กำลังใกล้เข้ามาด้วยใจลุ้นระทึก อีกแค่นิดเดียวเขาก็จะขึ้นไปถึงหน้าต่างบานนั้นแล้ว! แล้วทันทีที่มือเรียวของตนคว้าเอาขอบหน้าต่างได้ ร่างบางก็แทบจะกระโดดถลาเข้าไปภายในอย่างตื่นเต้น
แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นหน้าของหญิงสาวในจินตนาการ ที่ตนคิดเอาเองเสร็จสรรพว่าจะต้องงามเลิศเลอ ผู้หญิงที่จะต้องมีผมยาวเกือบพันฟุต!!
รู้แล้วว่าทำไม ราพันเซลถึงไม่โยนผมของตนเองลงไป แล้วใช้โซ่แทน!!
ภาพตรงหน้าก็คือ!!
คือ!
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
คือ!!
.
.
.
.
มันคือ!!
ชูร่า-----------------------------------------!!
อโฟรดิเต้ร้องอุทานลั่นทุ่งอย่างแทบจะไม่เชื่อสายตาตนเอง ภาพที่เขาเห็นเมื่อขึ้นไปถึงก็คือ ภาพของห้องนอนเล็กๆห้องหนึ่งที่มีเตียงไม้โทรมๆและตู้เสื้อผ้าผุๆพังๆ ประกอบด้วยโต๊ะไม้ตัวเล็กและเก้าอี้ไม้เข้าชุด จัดวางอย่างเรียบง่าย
แต่สิ่งที่ทำเอาเขาอึ้งช๊อกค้างเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ภาพของเพื่อนร่างสูงโกลด์เซนต์วิหารแพะทะเลหัวตั้ง นามชูร่า อยู่ในชุดกระโปรงสีชมพูหวานแหววยาวฟูฟ่องนี่นะเซ่!!
ชูร่า!! โอ้ว ฉันโคตรจะคิดถึงนายเลย ไม่นึกว่านายจะมาอยู่ที่นี่!! อโฟรดิเต้หายตะลึงแล้วโดดเข้าไปกอดคอร่างสูงของเพื่อนทันใด ลืมไอ้เจ้าชุดกระโปรงสีชมพูที่นายชูร่าใส่อยู่ภายในพริบตา
ฝ่ายคนถูกกอด อึ้งและอึ้ง
เอ่อ... เธอเป็นใครน่ะ เสียงถามอย่างหวาดๆ ของนายแพะทะเลในชุดกระโปรงบานสีชมพู เอ่ยขึ้นอย่างหวั่นๆ
เธอเป็นใคร เธอเป็นใคร!!
เธอเป็นใคร!!!
.
.
.
เธอเป็นครายยยยย----------------------------------!!
คำถามที่ถูกส่งมาทำเอาอโฟรดิเต้แทบช๊อกอีกครั้งหนึ่ง รู้สึกเหมือนกับถูกเอ็คซ์คาลิเบอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ฟาดเข้าที่กลางหัวอย่างจัง มึนตึบ!!
ใช่เซ่! เขามันไม่สำคัญ ขนาดชูร่ายังลืมกันได้ลงคอ!!
เธอเป็นใคร เป็นใคร เป็นใคร ไม่สำคัญ ไม่สำคัญ!
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมามัวเศร้า! ไม่ใช่เวลาจะมามัวทำตัวงี่เง่าโว้ย!!
หรือว่าเฉพาะพวกเขาสามคน ซาง่า เดธมาคส์ และตัวเขา ไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ส่วน โกลด์เซนต์คนอื่นๆจะความจำเสื่อม ถูกจับให้เล่นเป็นคนในเทพนิยายกันหมดฟร่ะ!
ถ้าอย่างนั้นใครมันจะเป็นเจ้าชาย...
แต่ยังไงตอนนี้ก็ต้องเอาไอ้ชู่ลงไปข้างล่างให้ได้ก่อน!!
แต่ภาพไอ้ชูร่าในชุดกระโปรงสีหวานนี่อะเซ่ อยากจะขำก๊าก ฮ่าๆๆๆๆๆ
.
.
.
.
.
นี่... ตกลงเธอเป็นใคร ราพันเซลชูร่าเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง เป็นผลให้ความคิดที่ทำเอาคนหน้าสวยแทบจะหลุดหัวเราะก๊ากชะงักกึก
เออ แล้วตรูเป็นใครวะ?
เว้ย!! ไม่ใช่!
ไม่ใช่!! เขาไม่ได้ความจำเสื่อม!
แต่ตอนนี้เขาจะเป็นใครดี!!
พลันความคิดแปลกๆก็แวบขึ้นมาในสมองน้อยๆของอโฟรดิเต้ เจ้าตัวฉีกยิ้มกว้างให้กับความคิดของตน นัยน์ตาสีฟ้าคู่งามเป็นประกายวิววับอย่างนึกสนุก ความคิดมันพุ่งปรี๊ดจนฉุดไม่อยู่!!
เอ่อ ฉันก็เป็นเจ้าชายไง!! รู้จักมะ เจ้าชายอะเจ้าชาย ผู้ชายที่หล่อๆ วันๆอยู่แต่ในวังไง! พูดออกไปแล้วเจ้าตัวก็แทบจะหัวเราะก๊าก ฝ่ายชูร่าที่ตอนนี้คงนึกว่าตัวเองเป็นราพันเซลทำหน้าฉงนงงงวย
หืมม์ เจ้าชาย...เจ้าชาย?
ใช่! อย่าบอกนะว่านาย เอ้ย เธอ ไม่รู้จักเจ้าชายน่ะ เจ้าชาย... เอ่อ หมายถึง ฉันออกจะดัง! พูดเองแล้วก็ชักจะงงๆ แต่นายชูร่านี่ท่าจะสมองกลับแฮะ อย่าบอกนะว่ามันไม่รู้ว่าเจ้าชายคืออะไร
เออ ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่านาย เอ่อ หมายถึงเธอก็รู้จักฉันแล้วนะ แต่ฉันยังไม่รู้จักเธอเลย ความจริงเขาก็ถามไปงั้นๆแหละ ให้เนียนๆ
ชูร่าชี้นิ้วมาที่ตัวเองก่อนจะพูดแนะนำตัว ฉันชื่อชูร่า แต่ไหงยัยแม่มดมาเรียกฉันว่าราพันเซลก็ไม่รู้ แต่ฉันยังไม่รู้เลยนี่ว่าเจ้าชายชื่ออะไร หรือเจ้าชายชื่อเจ้าชายกัน
เอาล่ะสิ อโฟรดิเต้ชักจะงงๆกับคำถามและคำตอบของร่างสูงในชุดกระโปรงตรงหน้า สรุปว่าชื่อ ชูร่า อืม... ก็จำชื่อตัวเองได้นี่ ว่าแต่เจ้าชายจะชื่ออะไรดีน้า พลันชื่อๆหนึ่งที่คุ้นเคยก็ลอยเข้าสู่หัวสมองฉับพลัน ดวงหน้าหวานพราวไปด้วยรอยยิ้ม
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
แองเจโล เจ้าชายชื่อ แองเจโล
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ฮัจชิ้ว----!! เสียงจามดังลั่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคือของใคร แองเจโลหรือเดธมาคส์ ที่เพิ่งจะถูกสถาปนาเลื่อนยศเป็นเจ้าชายจามดังลั่น
นายเป็นหวัดรึไงเดธมาคส์ ว่าแต่อโฟรดิเต้มันก็ขึ้นไปนานแล้วนะ ซาง่าเอ่ยถามเพื่อนที่นั่งอยู่ใต้หอคอยด้วยความสงสัย ก่อนจะบ่นถึงไอ้คนที่มันปีนขึ้นไปบนหอคอยเมื่อซักสามชาติกว่า
เดี๋ยวมันก็ลงมาเองล่ะน่า นั่นใคร!! เดธมาคส์โพล่งขึ้นมาเสียงดังเมื่อเจ้าตัวได้ยินเสียงสั่นกึกกักของพุ่มไม้ ซาง่าสะบัดหน้าหันไปมองทางต้นเสียงแทบจะในทันที
แล้วร่างสูงของชายผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากเงามืดของแมกไม้ ทั้งซาง่าและเดธมาคส์เบิกตากว้าง เมื่อชายหนุ่มหน้าตาคมเข้ม ผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลตัดสั้น ตรงหน้าผากผูกด้วยผ้าคาดหัวสีแดงประจำตัว เดินออกมาเผชิญหน้ากับพวกเขา

.
.
.
.
.
.
.
.
.

ไอโอรอส!!
ถูกต้องละคร้าบบบ-------------------------!!
ไอโอรอสแห่งราศีธนู ร่างสูงสง่าของโกลด์เซนต์ในตำนาน เขาสวมใส่เสื้อผ้าสีดำสนิทปักดิ้นสีทองงดงามและกางเกงขายาวสีดำเข้าชุด เสื้อผ้าที่ดูหรูหราราคาแพง บวกกับผ้าคลุมสีแดงขลิบทองสวยสดงดงาม!!
เอาล่ะสิ!
ทายซิ ว่าใครจะต้องได้รับบทให้เข้ามาในป่าตอนนี้ในเรื่องราพันเซล...
แล้วทายซิ ว่าไอ้คนที่มีเงินพอจะสวมเสื้อผ้าปักด้ายทอง ประดับลวดลายลายงดงาม เนื้อผ้าหรูหราราคาแพง มันสมควรจะเป็นใคร!
มันคือ!!
เจ้าชาย!
เจ้าชายตัวจริง ที่ไม่ใช่ไอ้เจ้าชายกำมะลอ แบบไอ้มนุษย์คนแรก ที่ถูกส่งขึ้นไปบนหอคอยสูงนั่น!
แล้วไอโอรอสก็สามารถลบล้างความคิดของอโฟรดิเต้ที่ว่า เจ้าชายจะต้องเป็นคนขี้เกียจ ที่วันๆอยู่แต่ในวัง ได้สำเร็จ! เพราะว่าตอนนี้เขาทำตัวขยันเดินเข้ามาในป่าแล้ว!!
.
.
.
.
.
.
อะ... ไอ!โอ!รอส! นั่นนายใช่ม้าย--------!! แช่มแทบจะกระโดดตัวลอยอย่างดีใจ เมื่อเห็นว่าใครอยู่ตรงหน้าตน
โอ้ว มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเพิ่มมาอีกคนแล้วโว้ย!!
ส่วนซาง่านั้น ยืนมองคนตรงหน้าอย่างอึ้ง อึ้งด้วยเรื่องที่ว่า
ทำไมไอโอรอสมันถึงมีเสื้อหรูหราราคาแพงใส่วะ?
หรือว่า...
มันจะถูกจับให้เป็นตัวละครในเนื้อเรื่อง...
หืมม์ พวกนายรู้จักฉันด้วยหรอ เสียงทุ้มของไอโอรอสเอ่ยขึ้น เอาล่ะ! ได้เวลาโกลด์เซนต์ทั้งสอง อึ้งแบบอโฟรดิเต้บ้างแล้ว!
.
.
.
.
.
.
.
อ๋อ แล้วยัยแม่มดวิปริตนั่นก็จับนายใส่กระโปรงใช่ม๊า! อืม นายนี่มันน่าสงสารจริงๆเลยชูร่า! เป็นผู้ชายแท้ๆต้องมาใส่กระโปรง!! อโฟรดิเต้พูดอย่างสนุกปาก ตั้งแต่เขาแนะนำตัวด้วยชื่ออันสุดแสนจะไพเราะเป็นที่เรียบร้อย เขาก็แสดงบทบาทเจ้าชายได้อย่างดีเยี่ยม!
จะเป็นเจ้าชายทั้งที มันก็ต้องถามสารทุกข์สุขดิบของประชาชนใช่มั้ยล่ะ!
ถูกเลย วันๆก็ได้อยู่แต่บนนี้อะนะ น่าเบื่อจะตาย! ราพันเซล หรือ ชูร่า พูดพลางทำหน้าเซ็งโลก ตอนนี้เขาสองคนชักคุยกันถูกคอเสียแล้ว ส่วนถามว่าคุยเรื่องอะไรกันน่ะเหรอ ส่วนมากก็จะบ่นถึงแม่มดนั่นมากกว่าล่ะมั้ง
แต่ชูร่าหารู้ไม่...
แท้จริงแล้ว ตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องกลายมาเป็นราพันเซล แล้วต้องมาใส่กระโปรง...
มันก็หัวเราะยิ้มระรื่นหน้าตายอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง!!
เออ ว่าแต่นายรู้ป่าวว่าแม่มดนั่นหน้าตาเป็นยังไง แล้วชื่ออะไรอะ อโฟรดิเต้ถามอย่างอยากรู้ นัยน์ตาพราวระยับอย่างนึกสนุก
เอาล่ะ ใครคนไหนเอ่ย โชคร้ายได้เป็นแม่มด...
.
.
.
.
.
.
.
.
ไม่รู้สิ ก็ฉันไม่เคยเห็นหน้ามันนิ มาทีไรก็ใส่แต่ผ้าคลุมสีดำ ส่วนชื่อ... ฉันก็ไม่คิดจะสนอยู่แล้ว ชูร่าตอบอย่างไม่ใส่ใจ ซึ่งก็ทำเอาความหวังของอโฟรดิเต้ย่อยยับ
หมดกัน ทำไมถึงไม่สนใจวะ! สนใจหน่อยจะเป็นไรไป
เลยอดรู้เลย ชิชะ!
อโฟรดิเต้หน้าจ๋อยลงทันใด หนุ่มหน้าสวยถอนหายใจอย่างผิดหวัง ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดประหลาดๆ แล้วหันมาสนใจแผนการช่วยเหลือราพันเซลต่อ
แล้วทำไมนายถึงไม่คิดจะลงไปจากหอคอยนี่ล่ะ ปลายโซ่มันก็เชื่อมอยู่กับขอบหน้าต่างนิ ไต่ลงไปคนเดียวนี่สบายมากนะ เขาพูดพลางเหลือบมองปลายโซ่ที่เกี่ยวอยู่กับขอบหน้าต่างอย่างสงสัย
ถ้ามันเป็นตามนิยาย
ทางที่ใช้ขึ้นลงของหอคอยนี่ ก็คือเส้นผมสุดแกร่งของราพันเซล...
ซึ่งแน่นอน เจ้าหล่อนไม่มีทางลงมาเองได้แน่
แต่นี่เขากำลังหมายถึง โซ่ที่ถูกเกี่ยวเอาไว้กับหน้าต่างแน่นเชียวนะ!
แถมชูร่าก็ไม่ได้ถูกมัดไว้กับอะไรนิ อยากจะหนีก็หนีได้ง่ายๆเลย
แต่ทำไมถึงไม่ปีนหนีลงไปกันนะ...
พยายามแล้ว แต่... ชูร่าพูดพลางทำหน้าสยอง เขายักไหล่ เธอลองไปยืนข้างหน้าต่าง แล้วมองลงไปข้างล่างสิ
อโฟรดิเต้เลิกคิ้วอย่างสงสัย เจ้าตัวเดินฉับๆไปที่ข้างหน้าต่าง ก่อนจะชะโงกหน้า ทำตามที่ชูร่าบอกทันที
สายลมพัด ฟิ้ว~
ผู้ทดสอบความกล้านามอโฟรดิเต้ แทบจะยืนช๊อกค้างอยู่ตรงนั้นเลยทีเดียว อโฟรดิเต้มองลงไปยังพื้นข้างล่างนั่น จากความสูงระดับพันฟุต เขาแทบอยากจะเป็นลมล้มตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
รู้แล้วว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว...
รู้แล้วว่า หากได้ขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดเมื่อไหร่ โอกาสจะหันหลังกลับนั้นแสนยาก...
รู้ซึ้ง ถึงความสูงพันฟุต...
รู้แล้วว่า ทำไมไอ้ชู่มันถึงลงไปไม่ได้!!
โอ้ว มาย อเทน่า!!
อโฟรไดท์ ท่านช่างไม่เห็นใจลูกเลย!!
แล้วเขาจะลงไปได้ยังไงกันล่ะเนี่ย ให้ตายเซ่!!
อโฟรดิเต้ยืนค้างแข็งอยู่ตรงขอบหน้าต่างนานแสนนาน ผิวที่ขาวอยู่แล้วของตนยิ่งซีดลงๆทุกขณะจิต เขาว่ากันว่า ตอนขึ้นเขามันง่ายกว่าตอนลงเขา หากเปรียบกับตอนนี้ คงต้องบอกว่า ตอนไต่ขึ้นมามันง่ายกว่าไต่ลงไปเกือบล้านเท่า!!
ก็ตอนไต่ขึ้นมา เขาไม่ได้มองลงไปข้างล่าง เหมือนอย่างตอนนี้เน่!!
ตอนปีนขึ้นมามันต้องเงยหน้ามองอยู่ตลอด แต่ตอนลงมันก็อีกเรื่องน่ะนะ...
.
.
.
.
.
.
.
.
แล้วช้านจาลงปายด้ายยางงายยยยยย--------------------!!
.
.
.
.
.
.
.
.
นี่มัน is a irreversible ชัดๆ
มันกลับไม่ได้!!

to be continued
next scene is Rapunzel (Backdoor version)

2006/May/07

Once upon a time

Scene 2: Rapunzel


ลอง.... ทำให้เรื่องราวจบโดยสมบูรณ์ดูสิ... ทำได้ไหม?

.
.
.
.

ราพันเซล ราพันเซล
หย่อนผมของเจ้าลงมาสิ


ร่างสูงภายใต้อาภรมิดชิดสีดำสนิทเอ่ยขึ้นเสียงดัง บุคคลปริศนาผู้นั้นเงยหน้าขึ้นไปยังหน้าต่างบานเล็กเพียงบานเดียวบนหอคอยสูงลิ่วนั่น

.
.
.

ตุบ โครม!

สิ้นเสียงเรียก โซ่สนิมเขละที่ทั้งหนาและหนัก ก็ถูกใครบางคนจากบนหน้าต่างนั่น ทิ้งส่งลงมากระแทกผนังหินด้านนอกของหอคอยสูงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลูกตุ้มเหล็กปลายแหลมที่ถูกสนิมเกาะเกรอะกรังส่ายไปมาอย่างรุนแรงเมื่อมันถูกปล่อยลงมาจนสุด

แล้วร่างสูงใต้ผ้าคุมสีมืดนั่น ก็ปีนโซ่เหล็กขึ้นไปยังหน้าต่างทันใด

ตอนนี้อโฟรดิเต้หายข้องใจเรื่องทางเข้าหอคอยแล้วล่ะ

ทางเข้าพิสดารดี แต่ไอ้โซ่เหล็กสนิมเกรอะนั่น... คงไม่น่าพิสมัยซักเท่าไหร่ละมั้ง

.
.
.
.

พวกนายได้ยินไอ้นั่นพูดปะ? อโฟรดิเต้เริ่มปริปากพูดเป็นคนแรก หลังจากที่พวกเขาทั้งสามเฝ้ามองร่างสูงผ้าคลุมดำปีนไต่โซ่จนขึ้นไปถึงหน้าต่างบางนั้นจนสำเร็จ

เต็มสองหูเลย! แล้วมันทำไมเรอะ เดธมาคส์พูดถามพลางแหวกพุ่มไม้ที่ตนใช้เป็นที่สังเกตการณ์ออก เสียงโซ่เส้นหนาครูดผนังด้านนอกหอคอยดังครืดครากเสียดหู เป็นอันว่า ไอ้โซ่เส้นนั้นถูกใครก็แล้วแต่บนหอคอย ชักเก็บขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอโฟรดิเต้ก็เตรียมอ้าปากจะพูดตอบทันที แต่ก็ถูกซาง่าชิงพูดขึ้นมาก่อนซะงั้น

ฉันว่าฉันพอจะคิดอะไรออก

คนถูกชิงบทพูดตีหน้าหงิกขึ้นมาทันใด แต่ซาง่าไม่สนใจ ชายหนุ่มยังคงพูดต่อไปเสียงเรียบ แถมยังควักเอาเศษกระดาษสีซีด ที่ตนเอาติดมือมาได้หลังเหตุการณ์แปลกประหลาด ขึ้นมาประกอบการแสดงความคิดอีกด้วย ราพันเซล ได้ยินกันชัดเจนอยู่แล้วใช่มั้ย แล้วพวกนายจำข้อความในกระดาษนี่ได้มั้ยล่ะ ทำเรื่องราวให้จบซะ ฉันว่าพวกเราก็น่าจะได้กลับไปที่แซงทัวรี่อีกครั้ง

ลอง.... ทำให้เรื่องราวจบโดยสมบูรณ์ดูสิ... ทำได้ไหม?

สิ้นเสียงสรุปจากซาง่า ข้อความในกระดาษที่ตอนนี้อยู่ในมือของซาง่า ลอยเข้ามาในหัวอโฟรดิเต้และเดธมาคส์ทันใด ทั้งสองหันมามองหน้ากัน

จะบอกว่าไอ้กระดาษนี่เป็นตัวบอกวิธีการแก้เรื่องราวบ้าๆนี่งั้นเหรอ

ทำเรื่องราวให้จบสมบูรณ์

ราพันเซล... ไอ้คนบนหอคอยนั่นชื่อราพันเซล

งั้น...


เรื่องนี้มันก็เรื่อง ราพันเซลนะเซ่!!

.
.
.
.

เอ่อ ขอโทษนะ คือฉันก็พอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่ว่าไอ้ราพันเซลนี่มันเรื่องอะไรอะ สิ้นคำถามของแช่ม ทั้งอโฟรดิเต้และซาง่าแทบจะอยากจะเป็นลมล้มกองกับพื้น ทั้งสองหันไปมองหน้าคนถามควับ

นายโง่หรือว่าแกล้งโง่ นายไม่รู้จักเรื่องราพันเซลจริงเหรอ อโฟรดิเต้ถามเสียงอย่างอึ้ง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือการพยักหน้าหงึกๆ ของเดธมาคส์

พ่อแม่นายไม่เคยเล่านิทานให้ฟังเรอะ แองเจโล? อโฟรดิเต้ถามอีกครั้งอย่างชักเริ่มมันปาก ซึ่งเมื่อได้ยินชื่อเก่า?ของตัวเองเท่านั้นแหละ เดธมาคส์ก็ชักจะเริ่มไม่สบอารมณ์ คิ้วสีเข้มของตนเริ่มขมวดเข้าหากัน ซึ่งซาง่าเห็นท่าจะแย่ เรื่องมันต้องไม่จบแน่ๆถ้าเขายังปล่อยให้ไอ้สองตัวนี้มันคุยกันต่อ เขาจึงขัดขึ้น

เงียบน่า ฉันเล่าให้ฟังเองก็ได้
...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันคู่หนึ่ง อยู่มาวันนึงฝ่ายภรรยาได้มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็ไปเจอกับหัวผักกาดของนางแม่มดเข้า หล่อนอยากกินเจ้าผักกาดสีเขียวสดนั่นมาก จึงขอให้สามีช่วยไปเก็บมาให้ ฝ่ายสามีซึ่งรักภรรยามาก ก็ไปเก็บหัวผักกาดในสวนของนางแม่มดมาให้หล่อนกิน เมื่อมีครั้งที่หนึ่งก็ต้องมีครั้งที่สองสามและสี่

จนกระทั่งวันหนึ่ง นางแม่มดก็จับได้ว่ามีคนแอบเข้ามาขโมยผักกาดจากสวนของนาง นางโกรธมาก ฝ่ายสามีเมื่อถูกนางแม่มดจับได้ก็ร้องอ้อนวอน บอกว่าภรรยาของตนอยากกินมันมาก หากไม่ได้กินนางอาจจะต้องตาย แม่มดได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยยื่นข้อเสนอว่า เขาจะเก็บหัวผักกาดของนางไปเท่าไหร่ก็ได้ หากแต่เมื่อภรรยาของเขาคลอดบุตรคนแรกออกมา เขาจะต้องนำลูกของเขามาให้หล่อน

ด้วยความกลัว ชายผู้นั้นจึงรีบตอบตกลงในทันที แล้วต่อมาไม่นาน ภรรยาของเขาก็คลอดบุตรสาว นางแม่มดปรากฏกายขึ้น นางตั้งชื่อให้เด็กหญิงว่า ราพันเซล รู้ซึกจำได้ลางๆว่าคือหัวผักกาดไรเนี่ยแหละ แต่ช่างมัน ...แล้วนางก็พาตัวราพันเซลไปจากแม่นับตั้งแต่นั้น...


แล้วไงต่ออะ จบแล้วเรอะ แช่มถามขึ้นหลังจากที่ซาง่าหยุดเล่า ซึ่งซาง่าก็สายหน้า เขาบ่น

เหนื่อย นี่ใจคอนายจะให้ฉันเล่าจนจบโดยไม่ต้องพักเลยรึไง

มาๆ ฉันเล่าต่อเอง รู้หรอกว่าคนแก่มันเหนื่อยง่าย อโฟรดิเต้อ้าปากพูด ซึ่งก็เรียกสายตาคมกริบของซาง่าให้ตวัดมามองอย่างง่ายดาย แต่หนุ่มผมฟ้าไม่ใส่ใจ อโฟรดิเต้เล่าต่อ

แล้วนางแม่มดก็เลี้ยงราพันเซล เมื่อเธอโตขึ้น นางแม่มดก็จับเธอไปขังไว้ที่หอคอยสูงกลางป่าลึก หอสูงที่ซึ่งไม่มีทั้งประตูและทางเข้าออก มีเพียงหน้าต่างบานเล็กบนยอดหอคอยเท่านั้น แล้วเมื่อไหร่ที่นางแม่มดอยากจะขึ้นไป นางก็จะร้องเรียกราพันเซลให้หย่อนผมลงมาจากหน้าต่าง ราพันเซลมีผมที่ยาวมาก เมื่อได้ยินเสียงหล่อนก็จะถักผมให้เป็นเปียแล้วโยนลงมา

แล้วต่อมา ก็มีเจ้าชายเดินทางเข้ามาในป่า เจ้าชายได้ยินเสียงเพลงที่แสนจะไพเราะจากบนยอดหอสูงลิบ ซึ่งบังเอิญตอนนั้นนางแม่มดจะมาหาราพันเซลพอดี นางแม่มดร้องเรียกราพันเซล แล้วผมสีทองของเธอก็ถูกหย่อนลงมา

ทีนี้ เจ้าชายรอจนนางแม่มดกลับออกไป เขารู้วิธีขึ้นแล้ว เขาร้องเรียกราพันเซลแบบที่นางแม่มดเรียก แล้วเมื่อผมถูกหย่อนลงมา เจ้าชายหนุ่มก็จัดการปีนขึ้นไป แล้วเขาก็ได้พบกับหญิงสาวหน้าตางดงามที่มีเสียงอันแสนไพเราะบนหอสูงนั่น เจ้าชายขอให้ราพันเซลแต่งงานกับพระองค์ ราพันเซลรีบตอบรับทันที แล้วทุกครั้งที่เจ้าชายมาพบราพันเซล เขาก็จะนำด้ายเชือกมากมายมาให้ราพันเซลถัก เพื่อใช้เป็นที่ลงจากหอคอย

แล้ววันหนึ่ง นางแม่มดก็จับได้ นางโกรธราพันเซลมาก นางกรีดร้องแล้วจัดการตัดผมที่ยาวสลวยของราพันเซลทิ้ง แล้วจัดการเอาราพันเซลไปทิ้งไว้ที่ทะเลทราย ฝ่ายเจ้าชายเมื่อมาหาราพันเซลอีกครั้งก็ตกใจอย่างมาก เมื่อตนปีนขึ้นมาแล้วเจอแต่นางแม่มด นางแม่มดยิ้มเยาะ บอกเจ้าชายว่า เขาได้สูญเสียราพันเซลไปแล้ว

เจ้าชายเสียใจมากพลัดตกลงมาจากหอสูง แล้วซ้ำร้ายดวงซวยดันโดนหนามแหลมของต้นไม้ทิ่มตาบอด แต่ท่าทางสวรรค์จะเห็นใจ เจ้าชายคลำหาทางไปจนถึงทะเลทรายแล้วได้เจอราพันเซลอีกครั้ง เธอร้องไห้เสียใจให้กับชายอันเป็นที่รัก แล้วเมื่อน้ำตาหยดลงไปที่ตาของเจ้าชาย ฉับพลันสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น อย่างกับพระเยซูเจ้าช่วยคนตาบอด ตาเจ้าชายหายบอดในทันใด แล้วทั้งสองก็เดินทางกลับวังแต่งงานกันอย่างมีความสุข
จบแล้วโว้ย!!

หลังจากผ่านการเล่านิทานอันยาวแสนยาวให้เดธมาคส์ฟังจนจบ อโฟรดิเต้ก็ร้องตะโกนขึ้นมาอย่างดีใจ อโฟรดิเต้ฉีกยิ้ม เป็นไง รู้เรื่องแล้วใช่มะ

อืม ก็พอเข้าใจ เดธมาคส์ตอบพลางพยักหน้า เขาพูดต่อ แล้วพวกนายจะทำไง รอให้ไอ้เจ้าชายนั่นโผล่หัวมาช่วยผู้หญิงบนหอคอยเรอะ

ไม่! ฉันรอให้ไอ้เจ้าชายนั่นเข้ามาในป่าไม่ได้หรอกนะ อีกเมื่อไหร่มันถึงจะโผล่หัวมาก็ไม่มีใครรู้ บางทีอาจจะเป็นปีหน้าก็ได้ ไม่เอาอะ! อโฟรดิเต้แย้ง คิ้วเรียวขมวดจนเกือบจะเป็นปม เขาอยากจะรีบออกไปจากเรื่องบ้าๆนี่ ให้เร็วที่สุด

แต่ไอ้กระดาษนั่นมันบอกให้เราทำเรื่องให้จบไม่ใช่เหรอ แช่มถาม รู้สึกปวดหัวตึบๆ

ใช่ มันบอกให้เราทำเรื่องให้จบ แต่ไม่ได้บอกว่าต้องทำตามเนื้อเรื่องจริงๆนี่ ซาง่าออกความเห็นบ้าง ซึ่งมันก็เข้าแผนอโฟรดิเต้ทันที หนุ่มหน้าสวยฉีกยิ้มกว้าง เขาเอ่ยออกมาทันใด

ใช่ม๊า เพราะงั้นพวกนายสองคนจะต้องขึ้นไปช่วยยัยหัวผักกาดนั่นลงมา แล้วช่วยกันเอายัยนี่ไปส่งให้ไอ้เจ้าชายขี้เกียจในวังนั่นซะ

สิ้นเสียงประโยคอันสุดแสนจะจริงใจของอโฟรดิเต้ ทั้งซาง่าและเดธมาคส์ ตวัดสายตาคมกริบหันมามองฉับ ฝ่ายคนถูกมองทำหน้าตาใสซื่อแสดงความจริงใจสุดฤทธิ์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าไอ้ประโยคที่พูดออกไปน่ะ มันไม่ค่อยจะโคxรเห็นแก่ตัวเลยนะ

โอ้ย! พวกนายไม่เคยเห็นคนหน้าตาดีเรอะ มองกันอยู่ได้ เอ้า! พวกนายสองคนขึ้นไปนั่นแหละดีแล้ว ยังไงมันก็ต้องมีคนคอยดูต้นทางใช่มั้ยล่ะ ฉันจะอยู่ข้างล่างคอยดูทางให้ก็แล้วกัน นี่ฉันเสียสละยอมไม่ขึ้นไปตากลมข้างบนเลยนะ! แล้วประโยคที่สุดแสนจะจริงใจบวกสุดแสนจะโคตรเสียสละ จากไอ้คนที่ไม่ค่อยจะโคตรหลงตัวเอง ก็ถูกส่งมาอีกระลอกให้ซาง่าและเดธมาคส์ปวดหัวเล่น

ครืด ครืด!

.
.
.
.
.

แล้วก่อนที่เดธมาคส์หรือซาง่าจะทันได้แย้งอะไร เสียงโซ่กระทบผนังหินด้านนอกหอคอยก็ดังครืดๆ ก่อนจะตามมาด้วยร่างสูงภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ที่ค่อยๆปีนไต่ลงสู่พื้นอย่างช้าๆ พวกเขาทั้งสามหยุดรายการ การสนทนาเกี่ยงงานกันทำของอโฟรดิเต้ทันที แล้วหันมาสนใจร่างใต้ผ้าคลุมที่ตอนนี้ลงมายืนอยู่บนพื้นอย่างสวยงาม แล้วเดินหายลับเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว

อโฟรดิเต้ลอบมองหัวน้ำเงินๆของซาง่า และหัวม่วงๆของเดธมาคส์อย่างใช้ความคิด สมองของเขาเริ่มประมวลผล แผนการส่งเคียวโกสุดหล่อกับไอ้ปูกวนส้น ขึ้นไปชิงตัวหญิงสาวบนหอสูง

มันต้องขึ้นไปเพียงสองคน ไม่รวมเขา!! เพราะเขาจะไม่ขึ้นไปบนนั้นเด็ดขาด!

และ

เป็นอันว่า ไอ้คนผ้าคลุมดำ ที่คาดว่าน่าจะเป็นนางแม่มดใจร้ายหนังเหี่ยว ชอบกังขังหน่วงเหนี่ยวชาวบ้าน ได้กลับไปเรียบร้อย

ที่เหลือก็แค่ไปช่วยยัยผู้หญิงอาภัพที่ถูกแลกกับหัวผักกาดนั่น...

แต่แปลกอยู่อย่าง...

ทำไมราพันเซลถึงโยนโซ่ลงมา แทนที่จะโยนผมยาวของหล่อนลงมา ตามเนื้อเรื่องนะ?

ช่างมันเถอะ คิดไปก็ปวดหัว...


แต่!!
.
.
.
.
.
.

แต่!!

.
.
.

เขาจะไม่มีวัน! ไต่! โซ่สนิมเขละเน่าๆ! ขึ้นไป! เพื่อช่วยใครก็ไม่รู้! บนหอสูงลิบ! นั่นแน่!!

.
.
.

ไม่มีวัน!! ม่ายมีวานนนนนนนนนนนนนนนน---------------------!!

.
.
.
.
.

ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย------------------------!! ปล่อยชั้นนะโว้ย!! ฉันไม่มีวันขึ้นไปบนนั้นเด็ดขาด!! แน่จริงอย่ารุมกันเซ่!! ปล่อยน๊าาาา-------------------------------------!!

โอ้ว มาย อเทน่า!! เฮร่าโปรด!! อโฟรไดท์สุดสวยช่วยลูกด้วย!!

อโฟรดิเต้ร้องตะโกนโวยวายเสียงลั่นราวกับถูกน้ำร้อนลวกก็ไม่ปาน เมื่อเดธมาคส์กับซาง่าจัดการตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยว่าจะส่งเขาขึ้นไปคนแรก!! แล้วตอนนี้เขาก็กำลังถูกแบกอยู่บนหลังของไอ้ซาง่า! โดยมีไอ้บ้าแช่มเตรียมตัวตะโกนเรียกราพันเซลๆ เต็มที่

แน่จริงพวกแกอย่ารุมเซ่! ปล่อยฉันปายยยย เอาฉันลงไปนะไอ้บ้า ไอ้พวกงี่เง่าซังกะบ๊วย!! อโฟรดิเต้แหกปากลั่น ไม่รู้ว่าซาง่าที่เป็นคนแบกทนเสียงของคุณเธอได้อย่างไรกันแน่

ราพันเซล ราพันเซล
หย่อนผมลงมาข้างล่างที


.
.
.
.

ครืด โครม!!

โซ่เส้นหนาถูกโยนลงมาจากหน้าต่างบานน้อยบนยอดหอคอยทันใด เดธมาคส์ที่อยู่ใต้หน้าต่างพอดิบพอดี กระโดดหลบลูกตุ้มเหล็กที่หมายจะฟาดเอาหัวเขาแบะแทบไม่ทัน

โยนไม่แม่นเลย น่าจะเอาไอ้นั่นเจาะหัวให้มันตะ... ว๊าก!! แล้วคำพูดที่เหลือก็ถูกกลืนลงคอหายไปทันใด เมื่อลูกตุ้มเหล็กที่ตนเคยแช่งให้มันหล่นลงมาฟาดหัวของแช่ม โดนแรงเหวี่ยงจากการกระทบผนังหอคอย ลอยละลิ่วตรงดิ่งมาที่หัวของอโฟรดิเต้ เจ้าตัวร้องลั่นอย่างลืมตัว หลับตาปี๋ เตรียมเจ็บเต็มที่ แต่ท่าทางพระเจ้าจะเห็นใจ เมื่อซาง่าเบี่ยงเอาตัวคนที่แบกอยู่หลบลูกตุ้มเหล็กนั่นได้อย่างเฉียดฉิว

ซาง่านายจะเอาตัวไอ้ตี้หลบทำไม อีกนิดเดียวแท้ๆ! เดธมาคส์ร้องขึ้นอย่างเสียดาย ซึ่งก็เรียกสายตาอาฆาตจากคนเกือบตายได้ทันใด

เห็นมั้ย!! อันตราย! ฉันไม่ขึ้นไปเด็ดขาด! ซาง่าปล่อยฉันเซ่!! อโฟรดิเต้โวยลั่นอีกรอบ ซาง่ายิ้มน้อยๆที่มุมปาก ก่อนจะปล่อยร่างที่ตนแบกอยู่ลงพื้น เสียงดังตุบ!

ยังไงก็ต้องขึ้นกันทั้งหมด แค่ให้นายขึ้นคนแรกมันจะเสียหายอะไร ซาง่าเอ่ย ร่างสูงเอื้อมไปจับโซ่ที่แกว่งไปแกว่างมาแล้วยัดใส่มืออโฟรดิเต้ทันทีที่ร่างบางลุกขึ้นมาจากพื้น

ใบหน้างามๆของอโฟรดิเต้บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์สุดๆ ที่ถูกปล่อยร่วงกะทันหันแบบนั้น แล้วก็ยิ่งต้องเบ้หน้าหนีทันที เมื่อโซ่สนิมเกรอะถูกยัดใส่มือของตน

ฆ่ามันตอนนี้เลยจะดีไหมวะ!!สั่งได้สั่งดีนักนะไอ้พวกนี้!

นายจะขึ้นไปดีๆ รึจะเอายังไงกันห๊ะ รีบๆขึ้นไปเถอะน่า พวกเราจะได้กลับไปแซงทัวรี่ซักที! เดธมาคส์บ่นเข้าให้ ซึ่งอโฟรดิเต้ก็สะบัดหน้าอย่างขัดใจ แต่เจ้าตัวก็ยอมไต่โซ่ขึ้นไปแต่โดยดี แม้จะจำใจแค่ไหนก็ตามแต่

.
.
.
.

บนนั้นเป็นไงบ้าง!!

เสียงตะโกนแว่วๆจากด้านล่าง ซึ่งตอนนี้หูของอโฟรดิเต้ฟังไม่รู้เรื่องแล้วว่าเป็นของใคร ดังขึ้นถามสถานการณ์ข้างบนอย่างอยากรู้ แต่ร่างบางผู้ไต่หอสูงราวพันฟุตทำเป็นไม่สนใจ อโฟรดิเต้กลั้นใจกระชับมือที่จับโซ่แน่น แล้วไต่โซ่ขึ้นไปเรื่อยๆอย่างหวาดเสียว

ไอ้เจ้าโซ่ไม่รักดีนี่ก็ส่ายไปส่ายมาตลอดเวลา

ถ้าเขาตกลงไปตายใครมันจะรับผิดชอบ!!

แล้วนี่ตั้งอีกกี่ฟุตจะขึ้นไปถึงหน้าต่างอัปรีย์นั้นวะ!!


.
.
.
.
.










to be continued
next scene is Rapunzel (Irreversible version)

2006/May/02

ชื่อเรื่อง: Once upon a time
ประเภท: [FanFic Saint Seiya] ไม่หวาน ไม่ซึ้ง แต่ดีกรีความไร้สาระนรกแตก
ช่วงเวลา: นอกเรื่องเซนต์เซย์ย่า
Note: เง้อ มันก็เป็นฟิคเรื่องแรกในชีวิตซังกะบ๊วยของไอ้ผู้แต่ง ยังไงใครไม่ชอบก็ขออภัยเน้อ

Scene 1: No Matter What

ยามค่ำคืนซึ่งปราศจากแสงสีนวลจากดวงจันทร์ ดวงดาราสีเงินยวงนับพันทอแสงโดนเด่นอยู่กลางผืนฟ้าสีรัตติกาล

ท้องฟ้ายามค่ำคืนแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์... งดงามเสมอไม่ว่าจะในคืนเดือนมืดเช่นนี้ หรือแม้แต่คืนที่มีเพียงดวงจันทราลอยเด่นเต็มดวง

สายลมอ่อนบางพัดผ่านวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบสองอย่างแผ่วเบา ยามราตรีที่เคยเงียบสงัดไร้ซึ่งเสียงรบกวนใดๆ หากแต่บัดนี้กลับถูกทำลายอิมเมจคืนงามสุดแสนจะโรแมนติกเสียสิ้น ด้วยเสียงบ่นแผดสูงจากเจ้าของวิหารใครบางคน

ง่วงโว้ย พอซักทีได้ม้าย----!!

ก็บอกแล้วว่าแค่เคยเงียบเท่านั้น...

.
.
.
.

ง่วง ง่วง ง่วง และ ง่วง! เสียงบ่นอย่างหงุดหงิดดังลอดออกมาจากริมฝีปากคู่บาง ใบหน้างามๆของผู้พูดกำลังอยู่ในอารมณ์ง่วงและง่วงเต็มกำลัง นัยน์ตาสีฟ้าคู่งามเหลือบมองร่างสูงของเพื่อนอีกคนในวิหารที่กำลังนั่งจ้องกระดาษสีซีดในมือที พลางมองขวดแก้วสีใสใบเล็กซึ่งตั้งอยู่บนพื้นวิหารข้างตัวทีสลับไปมา

ขวดแก้วสีใสซึ่งภายในมีควันสีม่วงอ่อนลอยคลุ้งวนไปเวียนมาราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ปากขวดถูกปิดผนึกด้วยฝาสีเงินสลักลวดลายวิจิตรบรรจง งดงามและแปลกพิสดาร

...ถ้าจะมีอะไรดีก็คงเป็นไอ้เจ้าฝาเงินของขวดเฮงซวยนั่นแหละ ดูมีราคาสุดแล้ว! แต่ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากจะพบเจอเจ้าขวดงี่เง่านี่เลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งเฝ้ากับช่วยไอ้บ้าบางตัวคิดวิธีการใช้ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับขวดนั่น เสียเวลานอนจริงเชียว!...

เจ้าของเรือนผมยาวหยักเป็นลอนเล็กน้อยสีฟ้าสลวยสะบัดหน้าพรืดหวังไล่อาการง่วงนอนของตน หลังจากที่เจ้าตัวนั่งหาววอดๆมาได้ไม่ต่ำกว่าสิบรอบ ความอดทนของเขาก็กำลังจะมาถึงขีดสุด ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งมองไอ้เพื่อนอีกคนก็ยิ่งหงุดหงิด!

ปัญหาของเรื่องมันก็อยู่ที่ว่า ไอ้เจ้าฝาสีเงินสลักลายบ้าบอที่ปิดขวดอยู่นั่น ไม่ว่าจะทำอย่างไรพวกเขาทั้งสองก็ไม่สามารถเปิดมันออกมาได้เลย ไม่ว่าจะพยายามเอาอะไรมาแงะมาแกะ มางัดก็ด้วยเช่นกัน ซึ่งความหวังทั้งหมดของพวกเขาก็ตกมาอยู่ที่เจ้ากระดาษสีเหลืองซีด ที่เขียนข้อความอะไรไม่รู้เรื่อง ซึ่งตอนแรกมันแปะมากับขวด โดยที่พวกเขาคาดว่ามันอาจจะมีวิธีเปิดหรือวิธีใช้และผลของไอ้ขวดนั่น เขียนบอกเอาไว้ก็ได้

แต่ตอนนี้เจ้าของวิหารปลาคู่ชักรู้เสียแล้วว่าตนคิดผิด! ผิดอยากมากมายมหาศาล เพราะเขาอ่านมันไม่รู้เรื่อง! แล้วตอนนี้ก็แทบอยากจะลงไปนอนร้องไห้เสียให้รู้แล้วรู้รอด เพราะเมื่อเขาอ่านออกแต่ไม่เข้าใจ เจ้ากระดาษแผ่นนั้น ก็ถูกส่งต่อให้เพื่อนจอมกวนอีกทอด แล้วปัญหาใหญ่ก็ตามมา เพราะมันก็อ่านไม่เข้าใจเหมือนกัน! แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง เมื่อไอ้บ้านี่มันยังคงดันทุรังอ่านต่อไปแม้จะไม่รู้เรื่อง ปัญหาจริงๆก็คือมันไม่ยอมเลิก และเมื่อมันไม่เลิก เขาก็ไม่ได้นอน! เพราะมันไม่ให้นอน!

เจริญ!

จะอ่านอีกนานมั้ยห๊ะ อ่านไม่ออกก็คืออ่านไม่ออกเซ่! นายไม่รู้รึไงว่าการนอนดึกมันจะทำให้ไม่สูง ไม่สูงแล้วยังจะทำให้ขอบตาดำเป็นหมีแพนด้าอีก!!

เงียบน่า ไม่ใช่ว่าอ่านไม่ออก แต่อ่านแล้วไม่เข้าใจต่างหาก นายไม่อยากรู้วิธีเปิดขวดรึไง แล้วฉันว่านายก็คงจะสูงไม่ได้อีกแล้วน่ะนะ! ร่างสูงของชายหนุ่มผมสั้นสีม่วงพูดตอบ เดธมาคส์นั่งจับกระดาษสีเหลืองซีดซึ่งมีลายมือขยุกขยิกเขียนด้วยหมึกสีดำเป็นข้อความสั้นๆ พลิกไปพลิกมาอย่างไม่ค่อยจะเดือดร้อนซักเท่าไหร่

โธ่เอ้ย! แล้วนายจะนั่งอ่านทำโง่ให้เสียเวลาทำไมเล่า ฉันว่าใช้วิธีของฉันดีกว่า เจ้าของวิหารตอบกลับในทันใด ซึ่งก็ทำเอาเจ้าของวิหารปูยักษ์ซึ่งย้ายวิหารมาชั่วคราวหูผึ่ง เขาพูดถาม

อะไรล่ะ?

เซนต์แห่งราศีมีนฉีกยิ้ม แต่ก็ยังไม่วายหาวอีกหนึ่งรอบเป็นการแสดงว่าตนง่วงนอนจริง ก่อนจะเอ่ยปากอธิบายวิธีการ วิธีการนั้นง่ายแสนจะง่าย แค่นายเอาขวดบ้านั่นไปให้คาน่อน นายก็รู้ใช่มั้ยว่าไอ้คาน่อนน่ะนิสัยยังไง เชื่อเถอะนายนั่นต้องหาวิธีเปิดขวดนั่นจนได้ล่ะน่า ทีนี้เราก็คอยดูวิธีการใช้ และก็ผลของมัน ทีนี้... ถ้าไอ้ขวดนั่นทำเรื่องยุ่ง คาน่อนมันก็ต้องรับไปเต็มๆ แต่ถ้ามันเป็นอะไรที่ออกไปทางดีๆ เราก็ค่อยไปฉกมันกลับมาไง แผนการดีใช่ม๊า!!

อโฟรดิเต้ตบท้ายวิธีการอันแสนจะสร้างสรรค์ของตนด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่รู้ว่านั่นเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย หรือรอยยิ้มระรื่นกันแน่ ซึ่งหลังจากฟังแผนการของเพื่อนจบ เดธมาคส์ก็ตบมือขึ้นมาดังป้าบ พร้อมทั้งยิ้มที่มุมปากราวกับจะเห็นด้วยกับแผนการครั้งนี้

ดีใช่มะแผนฉัน

เดธมาคส์สายหัวหวือ

ใครเห็นด้วยกับแผนนายก็โคตรโง่เลยอโฟรดิเต้ ขืนเอาไอ้ขวดนั่นไปให้คาน่อน ซาง่าพี่ชายมันจะไม่รู้เรอะ

จะรู้ได้ไง นายคิดว่าคาน่อนจะบอกซาง่าเรอะ ไม่มีทาง! อโฟรดิเต้โต้กลับ ท่าทางเจ้าตัวคงจะเชื่อมั่นในแผนการมากอยู่โข

ไม่มีทาง ฉันไม่เอาแผนนายหรอก! ถ้าโดนจับได้ต้องโดนตัดเงินบานแน่ ขอนั่งแปลไอ้ความหมายของกระดาษนั่นต่อยังจะดีซะกว่า เจ้าของวิหารปูยักษ์พูดพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ชายหนุ่มผมม่วงหยิบกระดาษที่ตอนแรกถูกโยนทื้งไว้ที่พื้นขึ้นมานั่งอ่านทวนอีกรอบ ส่วนทางฝ่ายคนหน้าสวยเจ้าของวิหารน่ะเหรอ เดือดสุดๆ ทั้งเรื่องไม่ได้นอน บวกกับเรื่องโดนเมินแผนการ โมโหสุดๆไปเลย

เออ จำไว้นะไอ้แช่ม! อย่ามาใช้แผนฉันทีหลังก็แล้วกัน ว่าแต่ไอ้ขวดบ้านั่นมันก็ของฉัน ไม่ใช่ของนายซักหน่อย เรื่องมากจริ๊ง! แล้วถ้าแกคิดจะอ่านไอ้กระดาษเฮงซวยนั่นต่อ แกก็คลานกลับวิหารแกไปเลยไป ฉันจะได้นอนซักที! วิหารตัวเองมีก็ไม่รู้จักอยู่! เมื่อพูดดีๆไม่ฟังคนง่วงนอนบวกหงุดหงิดจัดก็จัดการตวาดแว๊ด ใบหน้าบ่งบอกถึงลิมิตความโมโหที่กำลังจะขึ้นถึงขีดสุด ซึ่งก็ทำเอาร่างสูงของเดธมาคส์สะดุ้งโหยง นายปูรีบยกมือขึ้นมาอุดปากอโฟรดิเต้ทันใด

เบาๆหน่อย นายอยากให้คนเค้าตื่นกันทั้งแซงทัวรี่รึไง ฉันคนนึงล่ะไม่อยาก โดนตัดเงินเรื่องส่งเสียงดังแน่ ปูแช่มกระซิบเตือนเสียงโคตรครียด พลางทำหน้าสยองประกอบเหตุการณ์เมื่อนึกถึงตอนโดนตัดเงินเดือน ฝ่ายคนถูกปิดปากพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจในทันที ก่อนมือเรียวจะเอื้อมขึ้นมาแกะมือที่ปิดปากตนออกไป

เขาไม่น่ารื้อของในวิหารแล้วมาเจอไอ้ขวดสับปะรังเคนี่เลย ให้ตายซิ!

ที่สำคัญไม่น่าเอาไอ้ขวดบ้านี่ไปให้ไอ้แช่มมันดูเลย อยากจะง่วงตาย!


ร่างบางเจ้าของเรือนผมสีฟ้านั่งทำหน้าหงิกหน้างอ ตอนนี้เขาง่วงจนแทบอยากจะเอาเท้าถีบส่งไอ้บ้าบางตัวให้กลับหลุมเดิมของมันซะให้รู้แล้วรู้รอด

นายเลิกซักทีเถอะน่า เสียเวลานอนฉันเปล่าๆ วิธีเปิดขวดบ้าอะไรมันจะเขียนเอาไว้แบบนั้น ยิ่งสรรพคุณของมันยิ่งไม่มีทางเขียนเอาไว้แบบนั้นแน่

แล้วถ้ามันใช่อะ เดธมาสค์แย้ง สายตายังคงจับจ้องไปยังประโยคเพียงประโยคเดียวในกระดาษ

ลอง.... ทำให้เรื่องราวจบโดยสมบูรณ์ดูสิ... ทำได้ไหม?

แล้วไอ้ที่มันเขียนเนี่ยมันเกี่ยวอะไรกับไอ้ขวดนั่นล่ะ มีแต่คนสมองไม่ปกติเท่านั้นแหละถึงจะเชื่อมัน สิ้นคำพูดของคนง่วง เท่านั้นแหละ สายตาของคนที่ถูกกล่าวหาว่าสมองไม่ปกติตวัดฉับ คิ้วสีเดียวกันกับเรือนผมขมวดเข้าหากันแทบจะในทันที

นายว่าฉันโง่?

ถูก!

นายอยากไปเที่ยวยมโลกฟรีใช่ปะถึงพูดงั้น ได้...ฉันจัดให้ ปูผู้คิดจะจัดทัวร์บริการพิเศษเที่ยวยมโลกฟรีพูดขึ้นอย่างเริ่มโกรธ พลางทำท่าจะชี้นิ้วส่งท่าไม้ตายใส่เพื่อนหน้าสวย ที่บัดนี้เริ่มแสดงอาการปากหมดอายุของตนออกมาอย่างเต็มที่

ได้! ถ้าฉันได้ไปจริง ไว้ฉันจะกลับมาเยี่ยมนายบ่อยๆก็แล้วกัน! ตอนนี้เชิญนายคิดให้สมองแตกตายไปเลย ว่าไอ้ประโยคบ้าของกระดาษนั่นมันคืออะไร! อโฟรดิเต้ย้อนกลับอย่างไม่ยอมเลิกรา คิ้วเรียวสีฟ้าขมวดเป็นปม

อ๋อหรอ ทำอย่างกับนายจะกลับมาได้! ฉันว่าทางที่ดีนายหัดทำตัวให้เป็นประโยชน์ เลิกบ่นแล้วมาช่วยฉันคิดซะ ยังจะดีซะกว่า! ทางด้านเดธมาคส์ก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน แสงวิ๊งๆสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วอย่างเตรียมพร้อมในทันที ส่วนฝ่ายคนง่วงนอนเมื่อถูกว่าเข้าให้ว่าไร้ประโยชน์ เท่านั้นล่ะสติของร่างบางก็ขาดผึ่ง เสียงตวาดแว๊ดดังขึ้นอีกระลอก

แกว่าฉันไร้ประโยชน์เรอะไอ้แช่ม! ไอ้ปูประสาท! ไอ้งี่เง่าเฮงซวย!

เป็นปูประสาท ก็ยังดีกว่าปลาทองไร้ประโยชน์แล้วกัน!

นี่แกอยากจะตายเร็วๆ หรืออยากจะค่อยๆทยอยตาย ห๊ะ! อโฟรดิเต้เริ่มเดือดจัดเป็นรอบที่ล้าน กลีบดอกกุหลาบเริ่มโปรยปรายไปทั่ว

เก็บดอกไม้งี่เง่าของนายไปเหอะ! มาพนันกันมั้ยล่ะ ว่าใครจะตายก่อนกัน! ปูประสาทเลิกสนใจแผ่นกระดาษสีซีดในมือทันที ตอนนี้เดธมาคส์แทบอยากจะลุกแล้วโดนเข้าไปกระทืบดอกไม้ของปลาทองไร้ประโยชน์อยู่รอมร่อ

เอาล่ะสิ จากเสียงที่เคยพูดกันเบาๆในคราวแรก บัดนี้กลับกลายเป็นเสียงตะโกนบวกตะคอกอย่างเดือดจัดของโกลด์เซนต์ทั้งสอง ประจุไฟฟ้าไหลเปรี๊ยะๆ ล้อมร่างของทั้งสองในทันใด หวังก็แต่ว่าอย่าให้ใครคนไหนในแซงทัวรี่มันตื่นขึ้นมาก็เท่านั้น

อย่าท้าฉันนะไอ้ปูสมองกลับ! อโฟรดิเต้ตบพื้นดังปัง! ร่างเพรียวผลุดลุกขึ้นนั่งจากพื้นเตรียมพร้อมเต็มที่ เดธมาคส์เหยียดยิ้มมุมปาก

...เข้าแผน!...

งั้นนายจะพิสูจน์มั้ยล่ะ ว่านายไม่ไร้ประโยชน์ ชายหนุ่มเอ่ยราวจงใจเน้นประโยคหลังเสียงเข้ม เขายังคงนั่งอยู่ที่พื้นวิหารเช่นเดิม เปลี่ยนท่าทีจากโมโหเป็นโหมดธรรมดาในทันตา

อะไรของแกอีกล่ะ

ง่าย! ช่วยใช้สมองของนายคิดแปลความหมายของไอ้ประโยคนั่นต่อสิ! เขาเอ่ยอย่างพยายามบังคับเสียงให้ฟังดูเรียบที่สุด แม้ในใจจะอยากหัวเราะก๊ากอยู่ก็ตาม

ได้! ถ้าฉันแปลมันได้ นายก็ถอดคำพูดซะ! เร็วกว่าความคิด อโฟรดิเต้เผลอปากพูดออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็ เข้าแผนการทำตัวไม่ไร้ประโยชน์ ของเจ้าปูมากเล่ห์ทันที

เอาเลย งั้นนายก็...

พวกนายสองคน... ทำอะไรกันอยู่น่ะ

.
.
.
.

เฮือก!!

ทั้งแช่มทั้งตี้สะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลัง อารมณ์โกรธของอโฟรดิเต้พลันมลายหายไปทันที แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบ และความคิดสุดสยอง

เสียงที่พวกเขาทั้งสองคุ้นเคยดี

เสียงของไอ้บ้างานจอมตัดเงินเดือน!!

ใครมันจะไปคิดกันฟร่ะว่าไอ้นี่มันจะยังทำงานอยู่ที่วิหารเคียวโก! นึกว่ามันกลับวิหารคนคู่ไปดูแลน้องชายตัวดีของมันที่วิหารแล้ว!

หรือว่าเสียงของพวกเขามันจะดังไปถึงวิหารคนคู่วะ ??

แล้วพวกตรูจะโดนตัดเงินมั้ย!!


เสียงนรกของไอ้ เจมินี่ ซาง่า!!

เขาขอยอมง่วงตายดีกว่ายอมโดนตัดเงินเดือนแล้วหิวตาย!!

ตกลงพวกนายโวยวายทำไมกัน รู้มั้ยว่าฉันทำงานไม่ได้ ชายหนุ่มผมยาวสีน้ำเงินเข้มพูดเสียงเรียบ ใบหน้าหล่อเหลาของแฝดคนพี่เรียบเฉยสนิท นัยน์ตาคู่คมสีเดียวกับเรือนผมมองปราดไปรอบวิหาร จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับขวดแก้วข้างตัวเดธมาคส์

นั่นอะไร? ซาง่าถามเรียบๆ สายตาไล่ไปเห็นวัตถุอีกชิ้นที่อยู่ใกล้ตัวเดธมาคส์อีกอย่าง กระดาษเจ้าปัญหานั่นเอง

อะ..เอ่อ นั่นของฉันเอง! หลังหายจากอาการช๊อกกับความคิดสุดสยอง มือเรียวของอโฟรดิเต้ก็รีบโฉบเอาเจ้าขวดควันสีม่วงบนพื้นนั่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่วายที่จะเอื้อมมือไปคว้ากระดาษข้อความปริศนานั่นด้วย ซึ่งหลังจากคว้าทั้งสองอย่างได้ อโฟรดิเต้ก็รีบเอามันไปซ่อนไว้หลังตนทันที

พวกนายเป็นอะไรน่ะ แล้วนั่นจะซ่อนทำไม ซาง่าถามขึ้นอีกครั้งอย่างเริ่มสงสัยในพฤติกรรมแปลกๆของเจ้าของวิหาร ซึ่งบัดนี้อโฟรดิเต้ยืนหน้าซีดเหงื่อแตกพลั่กในทันใด

โอ้ย จะโดนตัดเงินจริงๆไหมวะคราวเนี้ย!!

มะ ไม่มีอะไรหรอกน่า! พวกฉันก็แค่ทะเลาะกันเฉยๆ นายกลับหลุม เอ้ย กลับไปทำงานต่อเถอะนะ นะ นะ คนที่เคยง่วงนอนในตอนแรก บัดนี้หายง่วงนอนเป็นปลิดทิ้ง หนุ่มหน้าสวยพูดแก้ตัวอย่างหวาดๆ ส่วนไอ้ปูเฮงซวยร่วมชะตากรรมนะเหรอ... มันเป็นใบ้ไปแว้ว!!

กลับดาวไปไอ้ง่า กลับหลุมไปไอ้ซาง่า ไปไกลๆฉันเลยไอ้สง่า จะไปไหนก็ไปเด้ อย่ามายืนอยู่แถวนี้ได้ม้ายย~

ชายหนุ่มหน้าหล่อยิ้มมุมปากน้อยๆ ต่อมความอยากรู้เริ่มทำงานอย่างหยุดไม่อยู่ ฉันอยากรู้ว่านั่นอะไร

ว่าแล้ว มันต้องถาม ถ้าแกไม่ถามจะเป็นพระคุณอย่างมากเลยไอ้ซาง่า!!

เอ่อ... มัน คือ... คือ มัน อืม... มันคืออะไรวะ อะ... ไอ้แช่ม มันคืออะไรนะ อโฟรดิเต้คิดหนัก มือที่กำกระดาษและขวดแก้วอยู่สั่นหงึกหงัก สรุปมันคืออะไรเขายังไม่รู้เลย! เมื่อจนด้วยคำตอบ หนุ่มผมฟ้าจึงจัดการโยนระเบิดลูกโตไปให้เพื่อนอีกคนแทนทันที

เฮ้ย ไอ้ตี้ เอ่อ มันคือ... วุ้ย! แล้วทำไมฉันต้องบอกนายด้วยวะ ซาง่า เมื่อไม่รู้จะตอบอะไรดี เดธมาคส์ก็เลือกที่จะใช้วิธีปฏิเสธแทน คิ้วแทบจะชนกันเป็นเส้นเดียวอยู่แล้ว ก็คนมันไม่รู้จริงๆนี่หว่า!

ก็ได้ๆ พวกนายไม่บอกก็ไม่เป็นไร ไม่บอกฉันก็ไม่อยากรู้ หนุ่มหน้าหล่อกระชากใจสาวพูดขึ้นอย่างง่ายๆ เขาหันหลังกลับก่อนจะเดินออกไปจากวิหารอย่างเงียบๆ ซึ่งก็ทำเอาอโฟรดิเต้และเดธมาคส์ถอนหายใจเฮือกทันที

รอดแล้วโว้ย!!

.
.
.
.
.
.
.

ซะเมื่อไหร่

ร่างสูงสง่าของซาง่าที่กำลังหันหลังทำท่าจะเดินออกจากวิหารปลาคู่หายวับไปกับตา ก่อนจะมาปรากฏกายอีกครั้งที่ด้านหลังของอโฟรดิเต้อย่างรวดเร็ว แล้วคว้าเอาเจ้าขวดแก้วสีใส และแผ่นกระดาษสีซีดมาไว้ในมือทันที

เฮ้ย!!

เสียงร้องประสานของเดธมาคส์และอโฟรดิเต้ดังขึ้นพร้อมกันราวกับจงใจ นัยน์ตาสีฟ้าของอโฟรดิเต้เบิกกว้างเมื่อเห็นว่าของในมือตนถูกซาง่าฉกเอาไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนฝ่ายปูแช่มบัดนี้ช๊อกค้างไปห้าวิ ก่อนจะตั้งสติรีบลุกกระโดดเข้าไปหมายจะแย่งของในมือจากซาง่ากลับคืนมาทันที และ...

.
.
.
.
.
.

เพล้ง!!

.
.
.

มันแตก!!

ขวดแก้วสีใสที่ภายในบรรจุควันสีม่วง ลอยคว้างอยู่กลางอากาศก่อนจะลอยละลิ่ว แล้วล่วงตกลงสู่พื้นวิหารปลาคู่ด้วยกฎแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก!!

เพล้ง... ตามมาด้วยเสียงอันแสนจะไพเราะเสนาะโสต ของเสียงเศษแก้วที่แตกกระจายไปทั่วพื้นวิหาร

มันแตก! มันแตกแล้ว! ไอ้ขวดงี่เง่าขัดขวางการนอนของเขา มันแตกแล้ว!!

เขาควรจะดีใจหรือเสียใจ กับการจากไปของขวดที่ทำให้เขาต้องมานั่งถ่างตาตื่นดี??


ราวกับภาพสโลวโมชั่น เมื่อขวดของอโฟรดิเต้ที่อยู่ในมือซาง่า ถูกมือของเดธมาสค์ที่ยื่นออกไปหมายจะแย่งกลับมา แต่พลาด มือของซาง่าเลื่อนหลุดจากขวดใบนั้น และขวดแก้วใบน้อยค่อยๆล่วงลงสู่พื้นหินอย่างช้าๆ เศษแก้วแตกกระจาย ตามมาด้วยใบหน้าตื่นๆของโกลด์เซนต์ทั้งสาม ที่บัดนี้อึ้งค้าง แล้วผลที่ตามมาก็คือ ควันสีม่วงที่เคยถูกบรรจุอยู่ภายในขวด ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งวิหารปลาคู่ บดบังทัศนียภาพของคนทั้งสาม ภาพทั้งหมดที่สายตาจับได้มีแต่ควันหนาสีม่วง มองไม่เห็นอะไรนอกจากควันและควัน แล้วเสียงโวยวายก็ดังขึ้นอีกครา

ไอ้ซาง่า! ไอ้แช่ม! พวกแกทำอะไรลงไป ห๊า!! ขวดที่ทำให้ฉันต้องถ่างตาตื่น โอ้ว ไอ้พวกบ้า!!

โอ้ย ตี้! หูฉันจะแตกแล้ว อย่ามาตะโกนกรอกดูฉันได้ม้าย---!!

ก็ฉันจะรู้มั้ยว่าแกอยู่ตรงนั้น แล้วนั่นใครเหยียบเท้าช้าน-------!!

โทษที ฉันเอง

รอให้ไอ้ควันบ้านี่หายไปก่อนเถอะ ฉันจะฆ่าพวกแกหะ...
ไม่ทันที่อโฟรดิเต้จะทันได้พูดจบประโยค ผนังของวิหารก็สั่นไหว พื้นหินเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แผ่นดินไหว!!

ครืน!!

เกิดอะไรขึ้น!!

โกลด์เซนต์ทั้งสามรีบควานหาเครื่องยึดเกาะแน่นทันที การสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วฉับพลัน ควันสีม่วงหนาก็สลายหายไป พื้นที่เคยสั่นไหวกลับหยุดสั่นลงเสียสิ้น!

.
.
.
.
.

ลอง.... ทำให้เรื่องราวจบโดยสมบูรณ์ดูสิ... ทำได้ไหม?

.
.
.
.
.

เกิดอะไรขึ้น ซาง่าเอ่ยออกมาเป็นคนแรก ก่อนเจ้าตัวจะต้องเบิกตากว้างเมื่อพบกับสภาพรอบตัว ซึ่งตอนนี้หนุ่มผมม่วงอีกคนยืนอ้าปากค้างไปเสียแล้ว ส่วนฝ่ายคนหน้าสวยเจ้าของวิหาร บัดนี้แทบอยากจะร้องกรี๊ด!!

ฮะ เฮ้ย วิหารฉันหายไปหนายยยยยยย------------!!

ภาพตรงหน้าแทนที่จะเป็นภายในของวิหารปลาคู่ บัดนี้ว่างเปล่า ไม่มีทั้งวิหารปลาคู่ ไม่มีแม้แต่วิหารซักหลัง ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ที่แน่ๆต้องไม่ใช่ที่ใดที่หนึ่งในแซงทัวรี่แน่!

แล้วจากเวลากลางคืนยังกลับกลายเป็นเวลาสว่างอีก!!

มันเป็นป่า... ทิวทัศน์ซึ่งมีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นรก ต้นไม้ใหญ่มากมายต่างพากันแผ่กิ่งก้านสาขา ราวกับจะโอบล้อมแผ่นฟ้าเอาไว้ มีเพียงแสงแดดสายเล็กสายน้อยเท่านั้น ที่สามารถลอดผ่านช่องโหว่บางจุดของใบไม้เข้ามาได้

อึ้ง โกลด์เซนต์ทั้งสาม... อึ้งสนิท

.
.
.
.

นี่มันที่ไหนวะ โกลด์เซนต์ราศีกรกฏเอ่ยเสียงเครียด ใบหน้ากวนส้นของตนบัดนี้บ่งบอกอารมณ์หงุดหงิดสุดๆ ซึ่งก็เรียกสายตาของอโฟรดิเต้ให้ตวัดหันกลับไปมองฉับ

เพราะแกนั่นแหละ ไอ้แช่ม ทำให้วิหารของฉันกลับคืนมาให้ได้เลยนะแก!

วุ้ย! อะไรๆก็โทษฉันๆ ไอ้ซาง่าต่างหากที่ผิด ปูแช่มพูดไม่รู้ไม่ชี้ แถมยังไพล่โทษไปยังบุคคลอีกคนในเหตุการณ์อีกต่างหาก

เออ ผิดมันทั้งคู่นั่นแหละ! แต่กะ...

เอาน่า เงียบกันทั้งสองคนนั่นแหละ ฉันว่าพวกเราทั้งหมดช่วยกันหาทางออกไปจากป่านี่กันก่อนเถอะ เสียงขัดทัพดังขึ้นจากบุคคลที่ยืนเงียบมานาน ซาง่าไม่พูดเปล่า ร่างสูงยังก้าวเดินฉับไปข้างหน้าก่อนอีกด้วย

เดินป่าเนี่ยนะ ไม่เอาอะ! เกลียดแมลง! อ๊ะ ปล่อยช้าน--- อโฟรดิเต้เริ่มแสดงอาการไม่เห็นด้วยออกมาทันทีที่ซาง่าเดินนำออกไป แล้วก็ต้องโวยวายทันทีเมื่อเดธมาคส์ทนรำคาญไม่ไหว เลยต้องใช้วิธีกระชากแขนให้เดินตามไป

เอาล่ะ แล้วโกลด์เซนต์ทั้งสามซึ่งนำโดยซาง่า ก็เดินตะลุยป่าไปเรื่อยๆ โดยไม่ลืมที่จะมีเสียงโวยวายคลอเคล้าจังหวะการเดินไปด้วยของอโฟรดิเต้ตบท้าย

.
.
.
.
.
.

วู้วว์ เหนื่อย เหนื่อยๆๆ โอ้ย! มัวแต่บ่นเลยไม่รู้ว่าร่างสูงของเพื่อนอีกสองคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้านั้นหยุดชะงัก ร่างบางจึงกระแทกหลังเดธมาคส์เข้าไปเต็มๆ

เจ็บๆ นี่พวกนายจะหยุดทำไมไม่บอกฉันห๊ะ อ่าว แล้วนั่น... อ๊ะ บ้านคน!! อโฟรดิเต้ยกมือขึ้นมาคลำหัวปอยๆ พลางบ่นไปเรื่อย ก่อนจะร้องอุทานลั่น เมื่อเห็นสิ่งที่ตนรอคอยอยู่ตรงหน้า หลังจากที่เดินวนไปวนมาอยู่ในป่ามานานแสนนาน

บ้านคนกะผีสิตี้ นั่นมันหอคอย!! เดธมาคส์แหวเข้าให้ ตอนนี้พวกเขาทั้งสามยืนอยู่ตรงเงาร่มใต้ไม้ ใหญ่ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือทุ่งกว้างโล่ง ตรงกลางมีหอคอยที่สร้างจากหินท่าทางผุๆพังๆสูงลิบตั้งตระหง่าน โดยมีแบล๊คกราวทางด้านหลังเป็นป่าทึบล้อมลอบทุกด้าน

แปลก... กลางป่าลึกทำไมกลับมีทุ่งโล่งกว้าง แถมยังมีหอสูงลิบนั่นตั้งอยู่อีก...

ซาง่าคิดหนัก ไอ้หอนั่นมันแหม่งๆยังไงชอบกล ใครมันจะบ้ามาสร้างเอาไว้กลางป่ากัน แถมยังสร้างซะสูงลิ่ว แต่ท่าทางจะมีใครบางคนไม่ฉุกคิดอยู่ในกลุ่มนี่สิ

อโฟรดิเต้วิ่งถลาตรงไปยังหอคอยสูงระฟ้านั่นในทันใดก่อนที่ใครคนไหนจะทันได้ตั้งตัว ซาง่าแทบอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับกับความไวเกินเหตุของคนผมฟ้าเสียจริงเชียว

.
.
.
.

เฮ้ แปลกแฮะ ไอ้หอนี่มันไม่มีทางขึ้นอะ

เสียงตะโกนแว่วๆ จากร่างที่วิ่งไปด่อมๆมองๆอยู่รอบๆหอสูงดังขึ้น สายตาของซาง่าจ้องไปยังร่างบางเจ้าของเสียงตะโกนอย่างหน่ายๆ ก่อนจะไล่สายตามองขึ้นไปยังหน้าต่างบานเดียวบนหอสูงนั่น

เงาตะคุ่มๆของอะไรบางอย่างอยู่ตรงบานหน้าต่าง!!

แต่แปลกที่เงานั่นมันดูคุ้นๆอย่างไรชอบกล


.
.
.
.

สวบ!!

เสียงใบไม้ไหวดังสวบสาบลอดออกมาจากทางด้านหลังหอคอย เสียงที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันกำลังใกล้เข้ามาที่หอคอยนี่! เดธมาคส์และซาง่าหันมามองหน้ากันอย่างรู้ความหมาย ก่อนร่างทั้งสองจะทะยานไปข้างหน้า แล้วคว้าเอาร่างของอโฟรดิเต้ที่กำลังงงงวยกับไอ้หอสูงที่ไม่มีทางเข้านี่ แล้วพุ่งไปซ่อนที่ด้านหลังเงาไม้ใหญ่อีกฟากทันที

พวกนายเป็นไร ทำไม...

ก่อนที่จะทันพูดจบ ซาง่าก็หันมามองหน้าอโฟรดิเต้อย่างปรามๆ ซึ่งก็ทำเอาคนที่กำลังจะพูดต่อเงียบลงในทันที แล้วทั้งสามก็มองไปทางต้นเสียงอีกครั้ง

ร่างสูงที่ก้าวออกมาจากเงาของแมกไม้ ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมสีดำสนิทมิดชิดตลอดทั้งตัว หมวกของผ้าคลุมสีดำนั่นถูกชักลงมาบังตาของผู้สวมใส จนทำให้พวกเขาทั้งสามคนไม่สามารถเห็นหน้าค่าตาของร่างสูงผู้นั้นได้

ทำไมไอ้นั่นมันคุ้นๆวะ...

.
.
.
.

ราพันเซล ราพันเซล
หย่อนผมของเจ้าลงมาสิ


.
.
.
.

ลอง.... ทำให้เรื่องราวจบโดยสมบูรณ์ดูสิ... ทำได้ไหม?








to be continued


**********************************************************************

ฮิ้ววววววววว ในที่สุด ในที่สุดมันก็จบไปหนึ่งตอน!! เรื่องแรกในชีวิต ฮ่าๆ
ไม่ใช่อะไรหรอก พอดีก็ตามอ่านฟิคเรื่องของคนอื่นในบอร์ดมาค่อนข้างจะนาน(มั้ง) แล้วมันสนุกอะ แบบชีวิตนี้ฉันก็อยากลองแต่งให้มันได้แบบคนอื่นเค้าบ้าง

นึกครึ้มอกครึ้มใจ ตอนประมาณเที่ยงคืนตีหนึ่งมันว่างจัด เอาว่ะ คนอื่นเค้าแต่งได้ฉันก็ต้องแต่งได้!! แม้ว่ามันจะออกมาเน่าๆ ชิดซ้ายฟิคของคนอื่นไปในบัดดลก็เถอะ แต่มันก็แต่งออกมาแล้วล่ะ!!

ตอนแรกก็เออ จะแต่งไงดีวะ? คิดไปคิดมาเหลือบไปเห็นหนังสือเทพนิยายของพี่น้องตระกูลกริมม์ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครซื้อมา แต่มันดันมาวางกองเอาไว้ที่หน้าโต๊ะเรา หึหึ

เสร็จ!! มันจึงออกมาประการฉะนี้แล... จับมันมาผสมมั่วๆเป็นไงเป็นกัน!
อ๋อ แล้วก็อาจจะงงๆ ทำไมถึงมีแค่อีโกลด์เซนต์สามคนนี้โผล่มา? พอดีก็ต้องเข้าใจอะนะว่าคนแต่งมันลำเอียง เผอิญไอ้สามคนนี้มันดันไปเข้าตาเราอะนะ ใครไม่ชอบก็ขอโทษด้วยแล้วกัน

แต่ โกลด์เซนต์คนอื่น หึหึ ไม่ต้องห่วงฮา เดี๋ยวมันจะโผล่ออกมาแน่นอน(แม้จะน้อยนิด แต่คงโผล่ออกมาแหละมั้ง) แต่!! อีเรื่องนี้มันจะไม่มีบรอนซ์เซนต์สุดที่รักของคุณหนูซาโอริโผล่ออกมาเด็ดขาด!! (ขอโทษทีเถอะ แต่ฉันพูดตรงๆเลยนะ ฉันไม่ค่อยจะชอบพวกนายว่ะ โทษที)

บ่นก็คงประมาณนี้แหละ อ๋อ อ่านแล้วมันอาจจะงงๆ(มาก)อยู่นะ พอดีเวลาเราแต่งอะ เราก็แต่งตอนประมาณตีหนึ่งตีสองอะนะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่งไปก็ง่วงไปแต่ก็ยังแต่งต่อ ฮ่าๆ เบลอสุดๆ

ปล.คนแต่งขอสารภาพตามตรงว่าเป็นพวกประเภท Yaoi เข้าเส้นเลือด แต่!! อีเรื่องนี้มันไม่Yนะ!! สาบานได้เลย (ความจริงก็อยากแต่งอะ แต่ใจมันไม่กล้าพอ โฮะๆ ฮ่าๆ)

ไปก่อนดีกว่า แอบกลัวว่าจะมีใครมาดักฆ่าหลังอ่านฟิคเรื่องนี้จบเหมือนกันนะเนี่ย ก๊าก

มาแก้เรื่องปัญหาตัวอักษรอะนะ ก็คิดอยู่เหมือนกันว่ามันลายตายังไงชอบกล นี่ไม่รู้ว่าดีขึ้นรึเปล่านะเนี่ย

edit @ 2006/05/03 15:07:58